+++ มนุษย์ออฟฟิต ลงทุนแบบไหน ซื้อบ้านได้สบายๆๆ

0
401
views

ลงทุนแบบชิลๆ ซื้อบ้านได้สบายๆ สไตล์มนุษย์ออฟฟิตมือใหม่

เชื่อว่าเป้าหมายอย่างแรกของหนุ่มสาวไฟแรงที่เพิ่งเริ่มทำงานหลายๆคน คงหนีไม่พ้นเรื่องอยากมีบ้าน-คอนโดสักหลังเป็นของตัวเองแน่ๆ แม้อาจต้องกัดฟันอดทนมีหนี้ก้อนใหญ่ตามมา

แต่ก็ยอมเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย หรือรอยยิ้มของคนที่เรารัก แต่…การเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นทางเลือกที่ดีแล้วจริงหรือ? หลายคนพอเห็นเงินเดือนเดือนแรกแล้วอดถามตัวเองไม่ได้ว่า

“นี่เราต้องทำงานอีกกี่ปีถึงจะมีบ้านเป็นของตัวเองได้? และถ้ามีบ้านเป็นของตนเองแล้วจะรอดมั้ย?

ถ้าใครกำลังอยู่ในอาการแบบนี้ไม่ต้องเสียใจไป วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆสำหรับวัยรุ่นไฟแรงมาฝากกัน และไม่ใช่แค่มีบ้านเท่านั้น แต่สามารถลงทุนให้เงินมันงอกเงยไปด้วยพร้อมๆกันได้ด้วย!

กับ “2 ขั้นตอนสร้างตัวของมนุษย์ออฟฟิตมือใหม่” ที่ทุกคนสามารถทำตามได้แบบง่ายๆ เอาล่ะ ถ้าใครอยากรู้ว่าต้องทำยังไงเรามาลุยไปพร้อมๆกันได้เลย

  • ขั้นแรก…ทำความรู้จักตัวเอง และตั้งเป้าหมายให้ชัด

ก่อนจะเริ่มคิดจะซื้อบ้านหรือลงทุน เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไร และใช้เงินเท่าไหร่ เช่น อยากมีบ้านก่อนอายุ 30 ปี จะซื้อบ้านราคาเท่าไหร่? อยากเป็นเจ้าของธุรกิจจะเก็บเงินยังไง?

กำหนดให้ชัดแล้วแปลงเป้าหมายออกมาให้เป็นมูลค่า เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายและจำนวนเงินที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถวางแผนได้ง่ายขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพกันแบบชัดๆ มาลองดูตัวอย่าง ‘น้องใจเริง’ กันสักนิด…

‘น้องใจเริง’ เด็กจบใหม่ไฟแรงทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทันทีหลังจากเพิ่งเรียนจบ โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000 บาท ที่บริษัทมีอัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 5.5% ต่อปี (คิดง่ายๆคือขึ้นเงินเดือนประมาณปีล่ะ 1,000 บาท ในช่วง10 ปีแรก)

ซึ่งน้องใจเริงตั้งใจว่าจะออมเงินให้ได้ครึ่งนึงของเงินเดือนเสมอ เพราะน้องใจเริงมีความฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองก่อนอายุ 30 ราคาไม่เกิน 2.5ล้าน และก็ยังอยากมีเงินเก็บไว้อีกสักก้อนไว้ใช้ในอีก 10 ปีข้างหน้า

เพื่อเป็นเงินก้อนในการลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคต แต่จะออมเงินในธนาคารนิ่งๆ ดอกเบี้ยก็ดูยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ น้องใจเริงจึงมองหาการออมที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนด้วยจำนวนเงินเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถเติบโตขึ้นได้ในระยะยาวนั่นก็คือ ‘การออมหุ้น’ นั่นเอง

ขั้นที่สอง..สร้างแผนการเก็บออม และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อน้องใจเริงได้เป้าหมายที่ต้องการแล้ว ขั้นต่อไปที่ต้องทำคือ สร้างแผนการเก็บออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ โดยยึดเป้าหมายที่วางไว้เป็นหลัก แล้วมาดูซิว่า ในแต่ละเดือนน้องใจเริงต้องออมและลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่?

น้องใจเริงคนดีคนเดิมจึงเริ่มวางแผนง่ายๆตามนี้…

เงินก้อนที่ 1 ออมไว้ซื้อบ้าน น้องใจเริงเลือกหักเงินเดือนเข้าบัญชีเงินออมแบบอัตโนมัติเดือนล่ะ 10,000 บาท เพื่อเก็บเป็นเงินก้อนไว้เป็นเงินซื้อบ้านในอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท โดยจะวางเงินดาวน์ก่อน 10% หรือประมาณ 250,000 บาท ที่เหลือจ่ายเป็นเงินผ่อน 35 ปี เดือนละประมาณ 10,000 บาท เพราะน้องใจเริงรู้ดีว่าไม่ควรมีหนี้เกิน 40% ของรายได้

เงินก้อนที่ 2 ออมในหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจในอีก 10 ปี โดยน้องใจเริงเลือกหักไปออมหุ้นเดือนละ 1,000 บาท โดยเลือกหุ้นที่จะลงทุนคาดหวังผลตอบแทนประมาณเฉลี่ยปีละ 10% ในระยะเวลา 10 ปี

หากทำตามแผนที่วางไว้น้องใจเริงจะใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็จะมีเงินออมประมาณ 360,000 บาท ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นเงินดาวน์บ้านได้แล้ว แต่ความพร้อมของเงินเดือนในขณะนั้นอาจยังไม่ปลอดภัยเมื่อเทียบกำลังผ่อน(ค่าผ่อนยังเกิน 40% ของรายได้อยู่) ดังนั้นน้องใจเริงจึงอดใจรอซื้อบ้านในปีที่ 5 ซึ่งจะเป็นตอนที่น้องใจเริงจะมีเงินเดือนประมาณ 25,000 บาทแล้วนั่นเอง

แต่อย่าลืมว่า น้องใจเริงยังมีเงินก้อนที่ 1 ซึ่งออมเงินไว้ในหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจในอีก 10 ปี

ถึงแม้เงินก้อนนี้จะน้อยกว่าช่วงแรกเพราะออมแค่เดือนละ 1,000 บาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั้นจะเห็นผลได้ในระยะยาว ดังนั้นหากน้องใจเริงลงทุนในหุ้นที่สามารถเติบโตได้ตามที่วางแผนไว้(ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10%) น้องใจเริงจะมีเงินสะสมจากการออมหุ้นเป็นจำนวน 228,181 บาท

โดยแบ่งเป็นเงินต้น 120,000 บาท และผลตอบแทนที่งอกเงยขึ้นมาจากเงินต้นอีก 108,181 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากน้องใจเริงนำเงินไปฝากธนาคารแล้วรอผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก คงไม่สามารถทำให้เงินเพิ่มขึ้นถึงหลักแสนได้แน่ๆ

นอกจากนี้หากในระหว่างนั้นน้องใจเริงมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น อาจทยอยออมในหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นก็จะทำให้น้องใจเริงได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเพิ่ม ซึ่งช่วยให้มีทุนในการเปิดธุรกิจของตัวเองมากขึ้นไปด้วย

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ “2 ขั้นตอนสร้างตัวของมนุษย์ออฟฟิตมือใหม่” ใครที่กำลังมีความฝันอยากมีบ้านไปพร้อมๆกับการลงทุนคงเห็นแล้วว่าไม่ยากอย่างที่กังวล

  เพราะถ้าเรามีการวางแผนการลงทุนที่ดี กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน มีวินัยกับแผนการลงทุนของตัวเอง แค่นี้ความฝันที่อยากจะสร้างตัวก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนรุ่นไหน มีเงินเดือนมากน้อยเท่าไหร่ ก็สามารถทำเป้าหมายที่วางไว้ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าลืมเริ่มลงมือลงทุนซะตั้งแต่ตอนนี้

เพราะถ้าไม่เริ่มลงทุนสักทีความฝันก็คงเป็นได้แค่ความฝัน ระวังมันจะลอยออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆนะ เอาล่ะ ได้เวลาแล้วอ่านจบแล้วก็ไปลุยกันเลย!

บทความต้นฉบับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here